![]()
เซ็นทรัลพาร์ค กรุงเทพ ในโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค ใกล้สวนลุมพินี กำลังตอกย้ำบทบาทในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกแห่งใหม่ของเมือง หลังคว้ารางวัล New Mall of the Year – Thailand จากงาน Retail Asia Awards 2026 ซึ่งยกย่องโครงการค้าปลีกที่โดดเด่นด้านประสบการณ์ลูกค้า นวัตกรรม และความสอดคล้องกับบริบทเมือง รางวัลดังกล่าวสะท้อนการก้าวขึ้นมาเป็นปลายทางสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ภายในระยะเวลาไม่นานหลังเปิดให้บริการ
โครงการเซ็นทรัลพาร์ค กรุงเทพ ถูกออกแบบให้เป็นจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ผสานร้านค้าแบรนด์คัดสรร ร้านอาหารระดับโลก พื้นที่ประสบการณ์การใช้ชีวิต และระบบการเชื่อมต่อการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน ภายในพื้นที่มิกซ์ยูสของดุสิต เซ็นทรัลพาร์คที่รวมรีเทล ออฟฟิศ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพแห่งใหม่ และที่พักอาศัยระดับลักชัวรี โดยมี Roof Park ขนาด 7 ไร่เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบเชิงเมือง
Roof Park บนชั้นดาดฟ้าขนาด 7 ไร่ของเซ็นทรัลพาร์ค ถือเป็นพื้นที่สีเขียวบนหลังคาที่ใหญ่ที่สุดภายในโครงการมิกซ์ยูสในประเทศไทย และเป็นองค์ประกอบที่นิยามโครงการให้แตกต่าง พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพักผ่อนของคนเมืองและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งขยายแนวสีเขียวจากสวนลุมพินีเข้าสู่ใจกลางย่านธุรกิจ สร้างอีโคซิสเท็มที่ให้ชีวิตเมืองและธรรมชาติอยู่ร่วมกันในพื้นที่เชิงพาณิชย์
กระแสตอบรับของเซ็นทรัลพาร์ค กรุงเทพ จากผู้มาใช้บริการ พันธมิตรทางธุรกิจ และแบรนด์ระดับโลกถูกอธิบายว่ามีความ “ล้นหลาม” นับตั้งแต่เปิดให้บริการ โดยโมเมนตัมดังกล่าวสะท้อนชัดในงาน “Central Park The Grand Celebration” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและการเป็นที่ยอมรับของโครงการในฐานะแลนด์มาร์คใหม่ งานดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นจากลูกค้า ผู้เช่า และชุมชนธุรกิจที่มีต่อศักยภาพของโครงการ
ในภาพรวม การได้รับรางวัลจาก Retail Asia พร้อมกับการเป็นส่วนหนึ่งของมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่รีเทลและออฟฟิศเข้ากับองค์ประกอบอื่น ๆ ของโครงการ กำลังช่วยยกระดับบทบาทของเซ็นทรัลพาร์ค กรุงเทพ ให้เป็นตัวอย่างของ “เดสติเนชันรุ่นใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจเมืองและคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องอาศัยการขยายตัวทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การออกแบบพื้นที่และประสบการณ์เป็นตัวขับเคลื่อน
![]()
ไทยกำลังเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์สันดาปสู่ศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่าประเทศไทยได้รับคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.37 แสนล้านบาท ครอบคลุมโครงการเกือบ 200 โครงการ ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การไหลเข้าของเงินทุนเกิดขึ้นในจังหวะที่ผู้ผลิตรถยนต์โลกทยอยปรับเครือข่ายการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมองหาฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคนี้
นฤต ธีระทิศสุขดี เลขาธิการ BOI และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ระบุบนเวทีประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (iEVTech) ว่า แนวทางของไทยแตกต่างจากคู่แข่งในภูมิภาคที่เน้นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โดยไทยเลือกสนับสนุนเทคโนโลยีทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ BEV เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้เล่นดั้งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่ลงทุนและเติบโตไปพร้อมกัน นโยบายดังกล่าวสะท้อนในตลาดภายในประเทศซึ่งในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบคิดเป็นกว่า 40% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ โดยมีไฮบริดนำอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังจัดทำมาตรการสนับสนุนชุดใหม่เพื่อประคองนักลงทุนท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค นฤตกล่าวว่าข้อเสนอของ BOI อยู่ระหว่างการสรุปหลังหารือโดยตรงกับค่ายรถและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) โดยมาตรการใหม่นี้มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว มากกว่าการเร่งยอดขายรถเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับมุมมองของสุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT ที่ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านของไทยต้องเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศ EV ที่ครบถ้วน แข่งขันได้ และเชื่อมโยงกัน” ตั้งแต่ระบบแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ขั้นสูง การรีไซเคิลชิ้นส่วน โครงข่ายชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ
บนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยได้ติดตั้งสถานีชาร์จแล้วมากกว่า 22,000 จุด และมีโครงการลงทุน EV ที่ได้รับการส่งเสริมรวมราว 130,000 ล้านบาท ครอบคลุมกำลังการผลิตรถ BEV ในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตเกิน 370,000 คันต่อปี การไหลเข้าของทุนและโครงการผลิตต่างๆ แปลไปสู่การจ้างงานจริง โดย BOI ระบุว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ จ้างงานแรงงานไทยแล้วมากกว่า 16,000 คน ตอกย้ำศักยภาพของประเทศในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลังในคลื่นเทคโนโลยีใหม่ BOI ได้ออกมาตรการจูงใจให้เกิดการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่องในงาน Subcon Thailand และ Sourcing Day ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีการจัดอีเวนต์แมตชิ่งธุรกิจแล้ว 18 ครั้ง สร้างการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับผู้ผลิต EV กว่า 1,200 คู่ และเกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ไทยที่มีศักยภาพมากกว่า 800 ราย หน่วยงานคาดว่ากิจกรรมเหล่านี้จะนำไปสู่มูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศเกิน 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ผู้ผลิตไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยานยนต์ยุคหน้าและเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใน EV ระลอกใหม่
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยคือการใช้การเปลี่ยนผ่านสู่การสัญจรแบบปล่อยมลพิษต่ำเป็นคันเร่งให้ประเทศกลายเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศด้านยานยนต์ไฟฟ้า เปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ผลิตเดิมและรายใหม่สร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและขยายการลงทุนในไทย พร้อมกันนั้นยังมุ่งสร้างโอกาสให้คนไทยผ่านการจ้างงาน การยกระดับทักษะ และการผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังก่อตัวขึ้นในภูมิภาค