Komdigi Gandeng Ratusan Guru Perkuat Tameng Digital bagi Anak

05.07.2026


Pemerintah memperluas upaya perlindungan anak di ruang digital dengan menggandeng ratusan guru melalui Forum Sahabat Tunas yang digelar di Denpasar, Bali. Kementerian Komunikasi dan Digital (Komdigi) menempatkan tenaga pendidik sebagai mitra strategis untuk membangun ekosistem digital yang lebih aman dan sehat bagi generasi muda, di tengah lonjakan penggunaan gawai dan internet di kalangan anak.

Menteri Komunikasi dan Digital Meutya Hafid mengingatkan bahwa setidaknya ada tujuh risiko utama yang mengintai anak di ruang digital: kecanduan internet, kontak dengan orang asing, paparan konten tidak sesuai usia, eksploitasi komersial, kebocoran data pribadi, gangguan psikologis, dan gangguan fisik. Ia menyoroti kecanduan digital sebagai salah satu risiko terbesar karena dapat mengganggu fokus belajar dan memengaruhi perilaku anak, sementara fitur komunikasi dengan orang tak dikenal berpotensi memicu perundungan, penipuan, hingga radikalisasi.

Direktur Jenderal Komunikasi Publik dan Media Komdigi, Fifi Aleyda Yahya, menekankan bahwa peran guru kini tidak lagi sebatas mengajarkan mata pelajaran seperti matematika, geografi, dan sains. Guru juga dituntut membekali murid dengan kemampuan menghadapi tantangan era digital, termasuk memahami ancaman penipuan daring, paparan kekerasan dan pornografi, serta pentingnya menjaga data pribadi. Ia menegaskan perlindungan anak tak hanya menyangkut aspek fisik, tetapi juga pikiran dan data mereka di dunia maya.

Forum Sahabat Tunas diikuti sekitar 250 guru secara langsung dan sekitar 500 peserta secara daring, dengan menghadirkan beragam narasumber, mulai dari psikolog yang membahas tumbuh kembang anak hingga pemateri yang mengupas ancaman penipuan digital dan literasi keuangan sejak dini. Melalui forum ini, pemerintah berharap guru memperoleh perspektif dan strategi baru untuk pendampingan aktif terhadap anak, sekaligus memperkuat komunikasi dengan orang tua dan masyarakat luas, sehingga upaya melindungi anak dari tujuh risiko digital dapat berjalan lebih komprehensif.

EV ไทยโตต่อเนื่อง ยอดลงทุนแตะ 4.1 พันล้านดอลลาร์ ดันซัพพลายเออร์เข้าโซ่คุณค่าโลก

05.07.2026


ไทยกำลังเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์สันดาปสู่ศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่าประเทศไทยได้รับคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.37 แสนล้านบาท ครอบคลุมโครงการเกือบ 200 โครงการ ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การไหลเข้าของเงินทุนเกิดขึ้นในจังหวะที่ผู้ผลิตรถยนต์โลกทยอยปรับเครือข่ายการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมองหาฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคนี้

นฤต ธีระทิศสุขดี เลขาธิการ BOI และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ระบุบนเวทีประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (iEVTech) ว่า แนวทางของไทยแตกต่างจากคู่แข่งในภูมิภาคที่เน้นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โดยไทยเลือกสนับสนุนเทคโนโลยีทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ BEV เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้เล่นดั้งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่ลงทุนและเติบโตไปพร้อมกัน นโยบายดังกล่าวสะท้อนในตลาดภายในประเทศซึ่งในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบคิดเป็นกว่า 40% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ โดยมีไฮบริดนำอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังจัดทำมาตรการสนับสนุนชุดใหม่เพื่อประคองนักลงทุนท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค นฤตกล่าวว่าข้อเสนอของ BOI อยู่ระหว่างการสรุปหลังหารือโดยตรงกับค่ายรถและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) โดยมาตรการใหม่นี้มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว มากกว่าการเร่งยอดขายรถเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับมุมมองของสุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT ที่ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านของไทยต้องเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศ EV ที่ครบถ้วน แข่งขันได้ และเชื่อมโยงกัน” ตั้งแต่ระบบแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ขั้นสูง การรีไซเคิลชิ้นส่วน โครงข่ายชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ

บนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยได้ติดตั้งสถานีชาร์จแล้วมากกว่า 22,000 จุด และมีโครงการลงทุน EV ที่ได้รับการส่งเสริมรวมราว 130,000 ล้านบาท ครอบคลุมกำลังการผลิตรถ BEV ในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตเกิน 370,000 คันต่อปี การไหลเข้าของทุนและโครงการผลิตต่างๆ แปลไปสู่การจ้างงานจริง โดย BOI ระบุว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ จ้างงานแรงงานไทยแล้วมากกว่า 16,000 คน ตอกย้ำศักยภาพของประเทศในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลังในคลื่นเทคโนโลยีใหม่ BOI ได้ออกมาตรการจูงใจให้เกิดการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่องในงาน Subcon Thailand และ Sourcing Day ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีการจัดอีเวนต์แมตชิ่งธุรกิจแล้ว 18 ครั้ง สร้างการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับผู้ผลิต EV กว่า 1,200 คู่ และเกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ไทยที่มีศักยภาพมากกว่า 800 ราย หน่วยงานคาดว่ากิจกรรมเหล่านี้จะนำไปสู่มูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศเกิน 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ผู้ผลิตไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยานยนต์ยุคหน้าและเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใน EV ระลอกใหม่

ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยคือการใช้การเปลี่ยนผ่านสู่การสัญจรแบบปล่อยมลพิษต่ำเป็นคันเร่งให้ประเทศกลายเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศด้านยานยนต์ไฟฟ้า เปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ผลิตเดิมและรายใหม่สร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและขยายการลงทุนในไทย พร้อมกันนั้นยังมุ่งสร้างโอกาสให้คนไทยผ่านการจ้างงาน การยกระดับทักษะ และการผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังก่อตัวขึ้นในภูมิภาค