กระแสเที่ยวไทยไม่แผ่ว อินเดียออกคำเตือนตรวจเอกสารให้ครบเลี่ยงถูกปฏิเสธเข้าเมือง

05.07.2026


สถานทูตอินเดียประจำกรุงเทพฯออกคำแนะนำการเดินทางฉบับใหม่สำหรับชาวอินเดียที่วางแผนเดินทางไปประเทศไทย หลังรัฐบาลไทยยุติโครงการฟรีวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางอินเดียและปรับเข้มการตรวจเอกสาร หน่วยงานทูตเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารเดินทาง หลักฐานการเงิน ตั๋วขากลับ และการจองที่พักก่อนออกเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล่าช้าหรือการถูกปฏิเสธการเข้าประเทศที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองไทย

ตามคำแนะนำล่าสุด ผู้เดินทางทุกคนต้องถือหนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันที่เดินทางถึงไทย พร้อมมีตั๋วเครื่องบินขากลับที่ยืนยันแล้ว การจองโรงแรมหรือที่พัก และแผนการเดินทางที่ชัดเจนเพื่อรองรับจุดประสงค์การเดินทางระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง สถานทูตเตือนด้วยว่าหนังสือเดินทางที่มีอายุคงเหลือไม่เพียงพออาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธการออกบัตรโดยสารขึ้นเครื่องหรือการปฏิเสธการเข้าประเทศได้

อีกหนึ่งข้อกำหนดสำคัญคือการกรอกแบบฟอร์ม Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ทางออนไลน์ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางถึงไทย ผู้เดินทางจะได้รับคิวอาร์โค้ดหลังยื่นข้อมูลผ่านระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทย ซึ่งอาจถูกขอให้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ ณ ช่องตรวจคนเข้าเมือง คำแนะนำระบุว่าผู้เดินทางควรเตรียมเอกสารส่วนบุคคลของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้พร้อมแยกกัน เมื่อถึงคิวตรวจเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น

สำหรับผู้ที่ตั้งใจใช้สิทธิ์วีซ่าเวเวอร์หรือวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึง (Visa on Arrival: VOA) สถานทูตอินเดียระบุว่าควรพกเงินสดอย่างน้อย 20,000 บาทต่อคน หรือราว 58,000 รูปีอินเดีย เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่ามีฐานะการเงินเพียงพอต่อการพำนักชั่วคราวในไทย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจร้องขอดูเงินสดดังกล่าวก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ ทั้งนี้ สิทธิ์ VOA ถูกแนะนำให้ใช้เฉพาะผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวและไม่มีข้อเสนอการทำงานในมืออยู่แล้ว ผู้ที่มีงานรองรับหรือมีจุดประสงค์ในการทำงานในไทย ถูกเตือนอย่างชัดเจนว่าไม่ควรใช้วีซ่าเวเวอร์หรือ VOA แต่ต้องขอวีซ่าตามประเภทที่ถูกต้องให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การพำนัก

ศูนย์สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเฟื่องฟู แม้ไทยเคยช่วยเหยื่อกว่า 5,000 คนจากเมียวดี

05.07.2026


เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ (Civil Society Network for Human Trafficking Victim Assistance: CSNHTV) เปิดเผยว่า มีผู้คนมากกว่า 5,300 คนยังคงถูกกักขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (online scam centres) ตามแนวชายแดนฝั่งเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย แม้จะผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งปีหลังจากปฏิบัติการปราบปรามร่วมหลายชาติที่สามารถช่วยเหลือผู้ถูกล่อลวงออกมาได้หลายพันคนจากพื้นที่เดียวกัน

ในจดหมายลงวันที่ 22 มิถุนายน ที่ CSNHTV ส่งถึงสำนักงานตำรวจไทยเพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น เครือข่ายระบุว่าผู้ที่ยังติดค้างส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ถูกควบคุมตัวอยู่ใน 4 แห่งภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธเมียนมาที่รู้จักกันในชื่อกองทัพพุทธกะเหรี่ยงประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army: DKBA) โดยประเมินว่ามีชาวจีนราว 1,600 คน ชาวเมียนมา 200 คน ชาวไทย 20 คน และพลเมืองจากฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย บราซิล รัสเซีย เคนยา ยูกันดา รวันดา และซิมบับเว รวมอยู่ในกลุ่มเหยื่อเหล่านี้

ยูเอ็นระบุว่า ศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในเมียนมาและกัมพูชา ดำเนินกลยุทธ์ออนไลน์ผิดกฎหมายเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก สร้างรายได้รวมกันปีละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงข่ายเหล่านี้มักอาศัยแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์จากต่างประเทศ ถูกบังคับทำงานในสภาพแวดล้อมที่กดขี่และมีการล่วงละเมิด โดยตลอดแนวชายแดนเมียนมา-ไทยเคยถูกใช้เป็นฐานสำคัญของการปฏิบัติการลักษณะนี้ ทั้งที่หลายฝ่ายพยายามกดดันให้ยุติ

ไทยเคยเป็นผู้นำความพยายามระดับภูมิภาคในการสลายศูนย์สแกมตามแนวชายแดน โดยเมื่อปีที่แล้ว ทางการไทยระบุว่าสามารถช่วยเหลือผู้คนราว 5,000 คนออกจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองเมียวดีของเมียนมาได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี CSNHTV ชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนั้นยังไม่ครอบคลุมคอมพาวด์จำนวนมากในพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของ DKBA ซึ่งยังไม่ได้ถูกรื้อถอนหรือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ขบวนการยังคงดำเนินการฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ต่อไป สร้างความเสียหายแก่เหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป

จดหมายของ CSNHTV ระบุว่า “คอมพาวด์จำนวนมากยังไม่ถูกรื้อถอนหรือดำเนินการช่วยเหลือเพื่อปลดปล่อยเหยื่อทั้งหมด” ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ DKBA สองรายยังไม่ตอบคำถามจากสื่อเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว ฝ่ายโฆษกของรัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศต่อสาธารณะว่ากำลังปราบปรามศูนย์สแกม ก็ยังไม่ตอบคำถามจากสำนักข่าวที่ร้องขอให้ชี้แจง ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือปิดช่องว่างตามแนวชายแดนที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของอาชญากรรมข้ามชาติ