
รัฐบาลไทยกำลังกดปุ่มเดินหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนกลาง เพื่อรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายค้ามนุษย์ และภัยคุกคามออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบแนวทางที่นายกรัฐมนตรีวางไว้ คือ “บรรเทาความเดือดร้อน ยกระดับคุณภาพชีวิต คุ้มครองความสงบสุข กวาดล้างยาเสพติด และปราบปรามแก๊งอาชญากร” โดยมีเป้าหมายคู่ขนานคือคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงเสริมความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของไทยในสายตานานาชาติ
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือโครงการ SCAM & Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ SHIELD ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หลักฐานดิจิทัล และรอยทางการเงินข้ามแดน เพื่อติดตามผู้ต้องสงสัย ไล่รอยผู้กระทำผิด และรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน ระบบนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย และได้สร้างความสนใจจากต่างประเทศในฐานะแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมส่วนกลาง
แพลตฟอร์ม SHIELD ทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยปฏิบัติการอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น Warroom IAC (ศูนย์บัญชาการปราบปรามขบวนการสแกมและค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ) และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ต่อยอดการใช้ข้อมูลข่าวกรองและธุรกรรมการเงินเพื่ออายัดเงินผิดกฎหมาย ตัดเส้นเลือดฝอยทางการเงินของขบวนการสแกมและค้ามนุษย์ และนำไปสู่การดำเนินคดีได้รวดเร็วขึ้น รัฐบาลมองว่าโครงสร้างแบบ “อีโคซิสเต็มความมั่นคง” ที่เชื่อมตำรวจ สถาบันการเงิน และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในยุคดิจิทัล
นอกเหนือจากด้านข้อมูลและการเงิน รัฐบาลยังผลักดันการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ผ่านศูนย์ Intelligent Bird Eye Operation Centre (IBOC) เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับความผิดปกติ สแกนพฤติกรรมเสี่ยง และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ทันท่วงที การผสานฐานข้อมูลข้ามแดนอย่าง SHIELD เข้ากับการเฝ้าระวังภาคสนามด้วย AI ผ่าน IBOC สะท้อนทิศทางใหม่ของนโยบายความมั่นคงไทยที่เน้นทั้งการลดความสูญเสียจากอาชญากรรมออนไลน์และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว

Export Development Canada (EDC) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Thailand) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างแคนาดาและไทย พร้อมทั้งขยายความร่วมมือไปทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในปีที่ทั้งสองประเทศฉลองครบรอบ 65 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต สะท้อนการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายต่อภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในซัพพลายเชนโลก
MOU ฉบับนี้วางกรอบความร่วมมือระหว่างสองสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะสนับสนุนโครงการในทั้งสองประเทศและในตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยเน้นการร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ภายใต้ข้อตกลง EDC และ EXIM Thailand จะร่วมกันสำรวจโอกาสด้านการจัดหาเงินทุน แลกเปลี่ยนข่าวกรองตลาด และอำนวยความสะดวกให้บริษัทจากแคนาดาและไทยเชื่อมต่อและทำธุรกิจร่วมกัน
ความร่วมมือมุ่งไปที่ภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย เช่น เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีสะอาดและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งล้วนเป็นห่วงโซ่การผลิตที่กำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก ข้อตกลงยังครอบคลุมการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารความเสี่ยง และการเงินที่คำนึงถึงความยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อและการตัดสินใจลงทุนของสถาบันการเงินข้ามชาติ
สำหรับแคนาดา ความร่วมมือกับ EXIM Thailand ช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงทางการค้า และยกระดับการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งกำลังกลายเป็นตลาดสำคัญยิ่งขึ้นสำหรับผู้ส่งออกและนักลงทุนแคนาดา ขณะเดียวกัน ไทยได้รับช่องทางเสริมในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและข้อมูลตลาดจากหนึ่งในสถาบันการเงินเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลก เพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ ๆ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง