ไทยร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยภายใต้อนุสัญญาทะเล จำกัดวงเฉพาะการแบ่งเขตทางทะเล

25.06.2026


ไทยยอมรับอย่างเป็นทางการต่อคำขอของกัมพูชาในการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (Unclos) เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลที่ยืดเยื้อมานานในอ่าวไทย แต่ย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่ใช่คดีความในศาล และผลลัพธ์จะมีสถานะเป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งสองฝ่าย

กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยได้ส่งคำตอบอย่างเป็นทางการกลับไปยังกัมพูชาเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. หลังจากกัมพูชาส่งหนังสือแจ้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. พร้อมยืนยันจุดยืนว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยควรถูกจำกัดกรอบให้ว่าด้วยการแบ่งเขตแดนทางทะเลภายใต้ Unclos เท่านั้น โดยไทยมองว่าลักษณะไม่ผูกพันของกลไกไกล่เกลี่ยจะช่วยเปิดทางให้ทั้งสองประเทศสามารถกลับไปใช้ช่องทางการเจรจาทวิภาคีได้ในที่สุด

ภายใต้กระบวนการนี้ ไทยได้แต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนประจำกระบวนการไกล่เกลี่ย และแต่งตั้งนายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำคูเวต เป็นรองตัวแทน รวมถึงตั้งผู้ไกล่เกลี่ย 2 รายคือผู้พิพากษาแอลเบิร์ต เจ ฮอฟฟ์มันน์ จากแอฟริกาใต้ และผู้พิพากษารือดิเกอร์ โวล์ฟรัม จากเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านกฎหมายทะเล ผู้ไกล่เกลี่ยจากทั้งสองประเทศรวม 4 คนจะมีเวลา 30 วันนับจากวันที่ไทยตอบรับ เพื่อคัดเลือกผู้ไกล่เกลี่ยคนที่ห้าเป็นประธานคณะไกล่เกลี่ย และจากนั้นคณะฯ คาดว่าจะจัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะภายในราว 12 เดือน เว้นแต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงขยายเวลา

ข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นสู่เวทียูเอ็นหลังจากไทยยุติกรอบข้อตกลงเจรจาปี 2001 ฝ่ายเดียว และกัมพูชาตัดสินใจเดินหน้าใช้กลไกไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้ Unclos ขณะที่ไทยระบุว่าได้ชะลอการหารือทวิภาคีด้านเขตแดนอื่น ๆ ไว้ก่อน พร้อมยืนยันว่าผู้ไกล่เกลี่ยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทนายของฝ่ายใด แต่จะจัดทำข้อเสนอเชิงกรอบเพื่อใช้เป็นฐานในการหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันในอนาคต

SAVE PATTAYA สะท้อนแรงต้านสื่อ ชาวเมืองเรียกร้องรับผิดชอบต่อคำพูด

05.07.2026


ชุมชนพัทยารวมตัวจัดแคมเปญ “SAVE PATTAYA” ที่ลานกิจกรรมสีน้ำเงิน ท่าเรือบาลีฮาย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้นำเสนอของรายการโทรทัศน์หนึ่งที่ถูกมองว่าทำให้ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเสียหาย ทั้งชาวเมือง ผู้ประกอบการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ และเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยผู้จัดระบุว่า เป้าหมายหลักคือปกป้องชื่อเสียงของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติจากการเหมารวมและคำอธิบายที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในสายตาสาธารณะและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผู้เข้าร่วมแคมเปญประกาศจุดยืนร่วมกันว่า พัทยา “ไม่ใช่เมืองเถื่อน” และ “ไม่มีมาเฟียครองเมือง” พร้อมย้ำว่าการเมืองท้องถิ่นในพัทยาไม่ได้ถูกจดจำด้วยความรุนแรง การเลือกตั้งในพื้นที่ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แกนนำหลายคนเรียกร้องให้ผู้ดำเนินรายการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสิรโทษ คล้ามไพบูลย์ นักวิจารณ์การเมือง ออกมาขอโทษต่อชาวพัทยาอย่างเป็นทางการต่อถ้อยคำหรือการนำเสนอที่เชื่อว่ากระทบต่อภาพรวมของเมือง

บนเวทีมีการเน้นย้ำให้สาธารณชนและสื่อมวลชนแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” โดยอ้างอิงรายงานของสยามชน นิวส์ ที่ระบุว่า ผู้จัดงานกระตุ้นให้คนทั่วไปมองเห็นความเป็นเมืองท่องเที่ยวสากลของพัทยา และไม่ตัดสินภาพรวมจากคอนเทนต์หรือคอมเมนต์เพียงบางส่วน ผู้ปราศรัยสะท้อนความกังวลว่าการติดป้ายกำกับพัทยาในเชิง “เมืองไม่มีขื่อแป” หรือ “เมืองมาเฟีย” อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้ประเด็นที่จุดกระแส SAVE PATTAYA จะมาจากความไม่พอใจต่อเนื้อหาในสื่อ แต่การแสดงออกของชาวพัทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาถูกส่งกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุม เพื่อให้การรวมตัวเป็นไปตามกฎหมายและไร้เหตุปะทะ เหตุการณ์จบลงโดยไม่มีรายงานเหตุวุ่นวาย สะท้อนความพยายามของทุกฝ่ายในการรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการปกป้องชื่อเสียงของเมืองของตนเอง