สิทธิฯ แฉคอมพาวด์สแกมในเขต DKBA ยังไม่ถูกรื้อ เหยื่อชาวจีน ฟิลิปปินส์ เคนยา และอีกหลายชาติยังถูกกักขัง

25.06.2026


องค์กรสิทธิมนุษยชนออกมาเตือนว่า ยังคงมีผู้คนมากกว่า 5,300 คนติดอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ใกล้ชายแดนเมียนมากับไทย แม้จะผ่านมาเกินหนึ่งปีนับจากการกวาดล้างข้ามชาติครั้งใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวแล้วก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวมาจากจดหมายลงวันที่ 22 มิถุนายน ที่เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ (Civil Society Network for Human Trafficking Victim Assistance – CSNHTV) ส่งถึงตำรวจไทย เพื่อเร่งรัดให้มีปฏิบัติการเพิ่มเติมในการช่วยเหลือเหยื่อที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในคอมพาวด์ของขบวนการสแกม

CSNHTV ระบุว่า เหยื่อจำนวนมากเป็นชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวอยู่ใน 4 แห่งภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มีการอ้างถึงว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยงพุทธ (Democratic Karen Buddhist Army – DKBA) กลุ่มสิทธิฯ ประเมินว่าผู้ที่ยังติดอยู่มีชาวจีนราว 1,600 คน ชาวเมียนมาประมาณ 200 คน ชาวไทยราว 20 คน รวมถึงชาวต่างชาติจากฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย บราซิล รัสเซีย เคนยา ยูกันดา รวันดา และซิมบับเว

ศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในเมียนมาและกัมพูชา ถูกระบุว่าดำเนินโครงการหลอกลวงออนไลน์ผิดกฎหมายที่มุ่งโกงเงินเหยื่อทั่วโลก โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่าขบวนการเหล่านี้สร้างรายได้รวมกันปีละหลายพันล้านดอลลาร์ สถานประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณแนวชายแดนเมียนมา-ไทย ถูกกล่าวหาว่าบริหารงานโดยเครือข่ายอาชญากรรมที่ลักลอบค้ามนุษย์ข้ามชาติ บังคับให้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่กดขี่และมีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง

ไทยเคยเป็นหัวหอกในการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรื้อถอนศูนย์สแกมตามแนวชายแดน โดยเมื่อปีที่แล้ว ทางการสามารถช่วยเหลือผู้คนราว 5,000 คนออกจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ในพื้นที่เมียวดีของเมียนมาได้ อย่างไรก็ดี จดหมายของ CSNHTV ระบุว่า คอมพาวด์จำนวนมากในเขตอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธยังไม่ได้ถูกรื้อถอนหรือเข้าปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เครือข่ายสแกมยังคงดำเนินงานและกักขังผู้คนไว้ภายใน

คำร้องขอจากองค์กรสิทธิฯ สะท้อนแรงกดดันใหม่ต่อหน่วยงานความมั่นคงไทยและรัฐบาลในภูมิภาคให้เร่งรัดความร่วมมือข้ามแดน และย้ำคำถามเก่าเรื่องการปิดช่องโหว่ด้านการค้ามนุษย์และการทำงานบังคับในพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางต่ออิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ ขณะที่เหยื่อหลายพันคนจากหลากหลายประเทศยังรอการช่วยเหลือจากศูนย์สแกมที่ยังเปิดดำเนินการอยู่

เมื่อผู้บริโภคอยากทั้งสตาร์บัคส์และน้ำซุปกระดูก: โอกาสใหม่ของเครื่องดื่มโปรตีน

06.07.2026


น้ำซุปกระดูก ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของกระแสไดเอตสายพาลีโอ คีโต และโลว์คาร์บ กำลังปรับภาพลักษณ์ใหม่อย่างรวดเร็ว สู่การเป็นเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลที่หลุดพ้นจากกรอบ “ซุปถ้วยร้อน” แบบเดิม ๆ ผู้ผลิตเริ่มแตกไลน์ไปสู่รูปแบบพร้อมดื่ม (RTD) ผงชง และแม้แต่เครื่องดื่มสไตล์ค็อกเทล เพื่อจับกระแสความต้องการโปรตีนที่พุ่งสูง ขณะเดียวกันก็รักษาความสะดวกสบายและประสบการณ์รสชาติแบบเครื่องดื่มสมัยใหม่

หัวใจของการรีบูตน้ำซุปกระดูกอยู่ที่การจัดการกับ “อคติเรื่องรสชาติ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Beck's Broth จากแคนาดาเล่าว่า ลูกค้าที่เธอดูแลเรื่องสุขภาพลำไส้ระหว่างช่วงโควิดต้องการประโยชน์จากน้ำซุปกระดูก แต่ไม่ชอบกลิ่นและรสเค็มมันแบบดั้งเดิม ในขณะที่คนกลุ่มเดียวกันกลับยอมจ่ายเพื่อเครื่องดื่มคาเฟ่ระดับสตาร์บัคส์ ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้แบรนด์พัฒนาน้ำซุปกระดูกในรูปแบบผงชงที่ให้ความรู้สึก “คาเฟ่สไตล์” มุ่งสร้างความรู้สึกดื่มด่ำมากกว่าการดื่มเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว พร้อมเน้นว่าต้องคงปริมาณโปรตีนและคุณสมบัติช่วยดูแลลำไส้และกล้ามเนื้อไว้ครบถ้วน

อีกด้านหนึ่ง Marrō เลือกเดินคนละทิศด้วยการพัฒนาน้ำซุปกระดูกในรูปแบบสปาร์กลิง เปลี่ยนของคาวอย่างน้ำซุปให้กลายเป็นเครื่องดื่มซ่าพร้อมดื่ม เป้าหมายคล้ายกันคือทำให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคน้ำซุปกระดูกได้ทุกวัน แต่ผ่านประสบการณ์ที่สอดรับกับการดื่มเครื่องดื่มทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งสองแบรนด์ซึ่งไปโชว์ตัวในงาน Summer Fancy Food Show ของ Specialty Food Association ที่นิวยอร์ก สะท้อนทิศทางเดียวกันของตลาดฟังก์ชันนอลฟู้ด: ผู้บริโภคต้องการคุณค่าทางสุขภาพโดยไม่ยอมลดทอนประสบการณ์การดื่มกิน

กระแสนี้สอดรับกับอีกเทรนด์ในโลกโซเชียลอย่าง “nonna-maxxing” ที่เชิดชูไลฟ์สไตล์แบบคุณย่าอิตาเลียน—ทั้งการทำอาหารช้า ๆ อย่างพิถีพิถันและการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว แต่ความเป็นจริงของผู้บริโภคจำนวนมากคือไม่มีเวลาจะเคี่ยวน้ำซุปกระดูก 24 ชั่วโมงเต็ม สินค้าน้ำซุปกระดูกสำเร็จรูป ทั้งแบบคอนเซนเตรตและแบบผง จึงถูกวางตำแหน่งเป็น “ทางลัดที่ยังรักษาจิตวิญญาณแบบโฮมเมด” ผู้ผลิตเน้นว่าเพียงแค่เปลี่ยนสต็อกในตู้กับข้าวมาเป็นน้ำซุปกระดูกเข้มข้น ผู้บริโภคก็ใกล้เคียงกับประสบการณ์อาหารเคี่ยวนาน ทั้งในซุป สตูว์ หรือเมนูอบคาว ในเวลาทำอาหารจริงที่ลดลงเหลือเพียงหลักนาที

ในเชิงธุรกิจ การแปลงโฉมน้ำซุปกระดูกครั้งนี้สะท้อนจุดตัดสำคัญระหว่างโปรตีนฟังก์ชันนอล ความสะดวกสบาย และสุนทรียะการบริโภค แบรนด์รุ่นใหม่กำลังทดสอบขอบเขตของหมวดหมู่เดิมอย่าง “น้ำซุป” ให้ขยับเข้าใกล้หมวดเครื่องดื่มมากขึ้น ตั้งแต่กาแฟทางเลือกไปจนถึงโซดาฟังก์ชันนอล โดยต่างพยายามหาสมดุลระหว่างการคงโภชนคุณค่ากับการกลบโปรไฟล์รสชาติแบบน้ำซุปดั้งเดิม ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังว่าอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพจะต้อง “อร่อยและง่าย” พร้อมกันไปด้วย