จากดักจับคาร์บอนถึงโครงข่ายอัจฉริยะ: โทชิบาปูทางโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารุ่นใหม่ในไทย

25.06.2026


บริษัท Toshiba Asia Pacific (Thailand) ในฐานะตัวแทนกลุ่มโทชิบาในธุรกิจพลังงาน ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ประกาศเข้าร่วมงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ โดยเตรียมนำเสนอแนวทางโซลูชัน "Power Infrastructure" แบบครบวงจร เน้นผสานเทคโนโลยีจัดการคาร์บอน ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า การจัดเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยดิจิทัล เพื่อช่วยผู้ประกอบการสาธารณูปโภคและภาคอุตสาหกรรมรับมือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

แกนหลักของการจัดแสดงคือโซลูชันดักจับคาร์บอนแบบบูรณาการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีอยู่ โดยระบบของโทชิบาสามารถดักจับการปล่อย CO₂ จากสินทรัพย์เดิมได้โดยคำนึงถึงการผสานเข้ากับการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ ช่วยรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ CO₂ ที่ดักจับได้สามารถนำไปกักเก็บ (CCS) หรือใช้ประโยชน์ (CCU) ตามลักษณะโครงการ เพื่อเปิดทางให้กลยุทธ์ลดคาร์บอนที่หลากหลายและยืดหยุ่น

อีกหนึ่งจุดเน้นในบูธของโทชิบาคือเทคโนโลยีระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า (Transmission & Distribution: T&D) ขั้นสูง บริษัทเตรียมแสดงโซลูชันครบชุดตั้งแต่รีเลย์ป้องกัน ระบบอัตโนมัติของสายส่ง (Transmission Line Automation: TLA) ไปจนถึงหม้อแปลงเพิ่มแรงดันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator Step-Up Transformer: GSUT) ซึ่งทั้งหมดถูกพัฒนามาเพื่อยกระดับความเชื่อถือได้ของโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มศักยภาพการตรวจวัดและควบคุมแบบแม่นยำ และรองรับการเชื่อมต่อแหล่งพลังงานหลากหลายรูปแบบเข้าสู่ระบบที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ

ในภาพรวม แนวทางโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่โทชิบาจะนำเสนอในงาน ASEW 2026 สะท้อนความพยายามของผู้เล่นเทคโนโลยีรายใหญ่ในการตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางพลังงานและการลดคาร์บอนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน ระบบ T&D อัจฉริยะ และการจัดการพลังงานด้วยดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ การเลือกกรุงเทพฯ เป็นเวทีโชว์โซลูชันดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการหารือด้านพลังงานยั่งยืนของภูมิภาค ขณะที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและภาคอุตสาหกรรมต่างต้องเร่งวางกลยุทธ์ลงทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

ศูนย์สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเฟื่องฟู แม้ไทยเคยช่วยเหยื่อกว่า 5,000 คนจากเมียวดี

05.07.2026


เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ (Civil Society Network for Human Trafficking Victim Assistance: CSNHTV) เปิดเผยว่า มีผู้คนมากกว่า 5,300 คนยังคงถูกกักขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (online scam centres) ตามแนวชายแดนฝั่งเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย แม้จะผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งปีหลังจากปฏิบัติการปราบปรามร่วมหลายชาติที่สามารถช่วยเหลือผู้ถูกล่อลวงออกมาได้หลายพันคนจากพื้นที่เดียวกัน

ในจดหมายลงวันที่ 22 มิถุนายน ที่ CSNHTV ส่งถึงสำนักงานตำรวจไทยเพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น เครือข่ายระบุว่าผู้ที่ยังติดค้างส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ถูกควบคุมตัวอยู่ใน 4 แห่งภายในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธเมียนมาที่รู้จักกันในชื่อกองทัพพุทธกะเหรี่ยงประชาธิปไตย (Democratic Karen Buddhist Army: DKBA) โดยประเมินว่ามีชาวจีนราว 1,600 คน ชาวเมียนมา 200 คน ชาวไทย 20 คน และพลเมืองจากฟิลิปปินส์ ไต้หวัน มาเลเซีย บราซิล รัสเซีย เคนยา ยูกันดา รวันดา และซิมบับเว รวมอยู่ในกลุ่มเหยื่อเหล่านี้

ยูเอ็นระบุว่า ศูนย์สแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในเมียนมาและกัมพูชา ดำเนินกลยุทธ์ออนไลน์ผิดกฎหมายเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก สร้างรายได้รวมกันปีละหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงข่ายเหล่านี้มักอาศัยแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์จากต่างประเทศ ถูกบังคับทำงานในสภาพแวดล้อมที่กดขี่และมีการล่วงละเมิด โดยตลอดแนวชายแดนเมียนมา-ไทยเคยถูกใช้เป็นฐานสำคัญของการปฏิบัติการลักษณะนี้ ทั้งที่หลายฝ่ายพยายามกดดันให้ยุติ

ไทยเคยเป็นผู้นำความพยายามระดับภูมิภาคในการสลายศูนย์สแกมตามแนวชายแดน โดยเมื่อปีที่แล้ว ทางการไทยระบุว่าสามารถช่วยเหลือผู้คนราว 5,000 คนออกจากศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองเมียวดีของเมียนมาได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี CSNHTV ชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนั้นยังไม่ครอบคลุมคอมพาวด์จำนวนมากในพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของ DKBA ซึ่งยังไม่ได้ถูกรื้อถอนหรือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ขบวนการยังคงดำเนินการฉ้อโกงออนไลน์และค้ามนุษย์ต่อไป สร้างความเสียหายแก่เหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป

จดหมายของ CSNHTV ระบุว่า “คอมพาวด์จำนวนมากยังไม่ถูกรื้อถอนหรือดำเนินการช่วยเหลือเพื่อปลดปล่อยเหยื่อทั้งหมด” ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ DKBA สองรายยังไม่ตอบคำถามจากสื่อเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว ฝ่ายโฆษกของรัฐบาลเมียนมาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศต่อสาธารณะว่ากำลังปราบปรามศูนย์สแกม ก็ยังไม่ตอบคำถามจากสำนักข่าวที่ร้องขอให้ชี้แจง ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือปิดช่องว่างตามแนวชายแดนที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของอาชญากรรมข้ามชาติ