
บริษัท Toshiba Asia Pacific (Thailand) ในฐานะตัวแทนกลุ่มโทชิบาในธุรกิจพลังงาน ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน ประกาศเข้าร่วมงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW 2026) ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ โดยเตรียมนำเสนอแนวทางโซลูชัน "Power Infrastructure" แบบครบวงจร เน้นผสานเทคโนโลยีจัดการคาร์บอน ระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า การจัดเก็บพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยดิจิทัล เพื่อช่วยผู้ประกอบการสาธารณูปโภคและภาคอุตสาหกรรมรับมือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
แกนหลักของการจัดแสดงคือโซลูชันดักจับคาร์บอนแบบบูรณาการ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการลดการปล่อยคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีอยู่ โดยระบบของโทชิบาสามารถดักจับการปล่อย CO₂ จากสินทรัพย์เดิมได้โดยคำนึงถึงการผสานเข้ากับการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ ช่วยรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และการลดคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ CO₂ ที่ดักจับได้สามารถนำไปกักเก็บ (CCS) หรือใช้ประโยชน์ (CCU) ตามลักษณะโครงการ เพื่อเปิดทางให้กลยุทธ์ลดคาร์บอนที่หลากหลายและยืดหยุ่น
อีกหนึ่งจุดเน้นในบูธของโทชิบาคือเทคโนโลยีระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า (Transmission & Distribution: T&D) ขั้นสูง บริษัทเตรียมแสดงโซลูชันครบชุดตั้งแต่รีเลย์ป้องกัน ระบบอัตโนมัติของสายส่ง (Transmission Line Automation: TLA) ไปจนถึงหม้อแปลงเพิ่มแรงดันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator Step-Up Transformer: GSUT) ซึ่งทั้งหมดถูกพัฒนามาเพื่อยกระดับความเชื่อถือได้ของโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มศักยภาพการตรวจวัดและควบคุมแบบแม่นยำ และรองรับการเชื่อมต่อแหล่งพลังงานหลากหลายรูปแบบเข้าสู่ระบบที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ
ในภาพรวม แนวทางโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่โทชิบาจะนำเสนอในงาน ASEW 2026 สะท้อนความพยายามของผู้เล่นเทคโนโลยีรายใหญ่ในการตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางพลังงานและการลดคาร์บอนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน ระบบ T&D อัจฉริยะ และการจัดการพลังงานด้วยดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ การเลือกกรุงเทพฯ เป็นเวทีโชว์โซลูชันดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการหารือด้านพลังงานยั่งยืนของภูมิภาค ขณะที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคและภาคอุตสาหกรรมต่างต้องเร่งวางกลยุทธ์ลงทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอน โดยไม่กระทบต่อความต่อเนื่องและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

ชุมชนพัทยารวมตัวจัดแคมเปญ “SAVE PATTAYA” ที่ลานกิจกรรมสีน้ำเงิน ท่าเรือบาลีฮาย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้นำเสนอของรายการโทรทัศน์หนึ่งที่ถูกมองว่าทำให้ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเสียหาย ทั้งชาวเมือง ผู้ประกอบการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ และเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยผู้จัดระบุว่า เป้าหมายหลักคือปกป้องชื่อเสียงของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติจากการเหมารวมและคำอธิบายที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในสายตาสาธารณะและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ผู้เข้าร่วมแคมเปญประกาศจุดยืนร่วมกันว่า พัทยา “ไม่ใช่เมืองเถื่อน” และ “ไม่มีมาเฟียครองเมือง” พร้อมย้ำว่าการเมืองท้องถิ่นในพัทยาไม่ได้ถูกจดจำด้วยความรุนแรง การเลือกตั้งในพื้นที่ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แกนนำหลายคนเรียกร้องให้ผู้ดำเนินรายการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสิรโทษ คล้ามไพบูลย์ นักวิจารณ์การเมือง ออกมาขอโทษต่อชาวพัทยาอย่างเป็นทางการต่อถ้อยคำหรือการนำเสนอที่เชื่อว่ากระทบต่อภาพรวมของเมือง
บนเวทีมีการเน้นย้ำให้สาธารณชนและสื่อมวลชนแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” โดยอ้างอิงรายงานของสยามชน นิวส์ ที่ระบุว่า ผู้จัดงานกระตุ้นให้คนทั่วไปมองเห็นความเป็นเมืองท่องเที่ยวสากลของพัทยา และไม่ตัดสินภาพรวมจากคอนเทนต์หรือคอมเมนต์เพียงบางส่วน ผู้ปราศรัยสะท้อนความกังวลว่าการติดป้ายกำกับพัทยาในเชิง “เมืองไม่มีขื่อแป” หรือ “เมืองมาเฟีย” อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น
แม้ประเด็นที่จุดกระแส SAVE PATTAYA จะมาจากความไม่พอใจต่อเนื้อหาในสื่อ แต่การแสดงออกของชาวพัทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาถูกส่งกำลังเข้ามาดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุม เพื่อให้การรวมตัวเป็นไปตามกฎหมายและไร้เหตุปะทะ เหตุการณ์จบลงโดยไม่มีรายงานเหตุวุ่นวาย สะท้อนความพยายามของทุกฝ่ายในการรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการปกป้องชื่อเสียงของเมืองของตนเอง