
Au moins quatre députés du Rassemblement national affirment avoir vu leurs comptes bancaires clôturés peu après leur élection aux législatives de 2022, selon des informations révélées par France Inter. Les élus concernés sont Stéphane Rambaud, député du Var, Jean-Philippe Tanguy, député de la Somme, Franck Allisio, élu dans les Bouches-du-Rhône, et Thomas Ménagé, député du Loiret. Tous indiquent avoir reçu un courrier de leur établissement les informant de la fermeture prochaine de leurs comptes, sans explication détaillée.
Les parlementaires assurent ne pas connaître les motifs précis de ces décisions et les attribuent à leur appartenance au Rassemblement national, dans un contexte où le parti n’est toujours pas parvenu à convaincre une banque française de lui prêter de l’argent pour la présidentielle de 2027. L’un des courriers cités par Thomas Ménagé mentionne simplement : « Nous n'avons plus convenance à maintenir nos relations commerciales. » Une formulation similaire aurait été adressée à d’autres députés, dont Franck Allisio, client de sa banque depuis l’âge de 18 ans, selon leurs témoignages.
Ces cas surviennent alors que les députés nouvellement élus entrent dans la catégorie des « personnes politiquement exposées » (PPE), selon la terminologie utilisée par le secteur financier et rappelée par la Banque de France. Ce statut signifie que les établissements considèrent ces profils comme « exposés à des risques plus élevés de blanchiment de capitaux ». Dans ce cadre, les banques disposent d’une marge d’appréciation renforcée pour accepter ou refuser de maintenir une relation d’affaires, et peuvent décider de s’en écarter.
Les élus concernés estiment néanmoins que la décision de leurs banques relève d’un positionnement vis-à-vis de leur formation politique. Ils affirment ne pas avoir obtenu d’éléments supplémentaires permettant de comprendre les critères appliqués dans leur cas précis. Ni les banques citées, ni les autorités de régulation n’ont détaillé publiquement les circonstances de ces fermetures de comptes, laissant ouvertes les questions sur la manière dont les établissements gèrent les risques liés aux personnes politiquement exposées, et sur les conséquences concrètes pour les acteurs de la vie publique.
![]()
ไทยกำลังเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์สันดาปสู่ศูนย์กลางรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่าประเทศไทยได้รับคำมั่นการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.37 แสนล้านบาท ครอบคลุมโครงการเกือบ 200 โครงการ ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ การไหลเข้าของเงินทุนเกิดขึ้นในจังหวะที่ผู้ผลิตรถยนต์โลกทยอยปรับเครือข่ายการผลิตออกจากพื้นที่เสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมองหาฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคนี้
นฤต ธีระทิศสุขดี เลขาธิการ BOI และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ระบุบนเวทีประชุมนานาชาติด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (iEVTech) ว่า แนวทางของไทยแตกต่างจากคู่แข่งในภูมิภาคที่เน้นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) โดยไทยเลือกสนับสนุนเทคโนโลยีทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรถไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ BEV เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้เล่นดั้งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่ลงทุนและเติบโตไปพร้อมกัน นโยบายดังกล่าวสะท้อนในตลาดภายในประเทศซึ่งในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบคิดเป็นกว่า 40% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ โดยมีไฮบริดนำอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังจัดทำมาตรการสนับสนุนชุดใหม่เพื่อประคองนักลงทุนท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค นฤตกล่าวว่าข้อเสนอของ BOI อยู่ระหว่างการสรุปหลังหารือโดยตรงกับค่ายรถและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) โดยมาตรการใหม่นี้มุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว มากกว่าการเร่งยอดขายรถเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับมุมมองของสุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT ที่ชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านของไทยต้องเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศ EV ที่ครบถ้วน แข่งขันได้ และเชื่อมโยงกัน” ตั้งแต่ระบบแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ขั้นสูง การรีไซเคิลชิ้นส่วน โครงข่ายชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรภายในประเทศ
บนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยได้ติดตั้งสถานีชาร์จแล้วมากกว่า 22,000 จุด และมีโครงการลงทุน EV ที่ได้รับการส่งเสริมรวมราว 130,000 ล้านบาท ครอบคลุมกำลังการผลิตรถ BEV ในประเทศที่ได้รับใบอนุญาตเกิน 370,000 คันต่อปี การไหลเข้าของทุนและโครงการผลิตต่างๆ แปลไปสู่การจ้างงานจริง โดย BOI ระบุว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนต่างๆ จ้างงานแรงงานไทยแล้วมากกว่า 16,000 คน ตอกย้ำศักยภาพของประเทศในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลังในคลื่นเทคโนโลยีใหม่ BOI ได้ออกมาตรการจูงใจให้เกิดการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่องในงาน Subcon Thailand และ Sourcing Day ตลอดสองปีที่ผ่านมา มีการจัดอีเวนต์แมตชิ่งธุรกิจแล้ว 18 ครั้ง สร้างการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับผู้ผลิต EV กว่า 1,200 คู่ และเกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ไทยที่มีศักยภาพมากกว่า 800 ราย หน่วยงานคาดว่ากิจกรรมเหล่านี้จะนำไปสู่มูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศเกิน 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ผู้ผลิตไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยานยนต์ยุคหน้าและเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใน EV ระลอกใหม่
ยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยคือการใช้การเปลี่ยนผ่านสู่การสัญจรแบบปล่อยมลพิษต่ำเป็นคันเร่งให้ประเทศกลายเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศด้านยานยนต์ไฟฟ้า เปิดพื้นที่ให้ทั้งผู้ผลิตเดิมและรายใหม่สร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและขยายการลงทุนในไทย พร้อมกันนั้นยังมุ่งสร้างโอกาสให้คนไทยผ่านการจ้างงาน การยกระดับทักษะ และการผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังก่อตัวขึ้นในภูมิภาค